Computer Science #11 KKU
February 10, 2012, 02:18:58 PM *
Welcome, Guest. Please login or register.

Login with username, password and session length
News:
 
   Home   Help Chat Login Register  
Pages: [1]
  Print  
Author Topic: ดูไรบ้างก่อนซื้อกล้องดิจิตอล ?  (Read 2018 times)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
nop_man_utd
Hero Member
*****

ความนิยม: +1/-0
Offline Offline

Posts: 1,449


« on: August 23, 2006, 02:29:16 AM »

ดูไรบ้างก่อนซื้อ?
กล้องดิจิตอลนั้นก็จะมีรายละเอียดหรือคุณสมบัติมากมายในแต่ละตัว ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ก็จะเหมือนหรือแตกต่างกันบ้าง เราก็มาดูกันว่ากล้องนั้นมีรายละเอียดอะไรบ้าง

Format (ประเภทของกล้อง)
ประเภทของกล้องส่วนใหญ่แล้วก็จะมีอยู่ 2 แบบ คือ Compact กับ SLR ส่วนอื่นๆ ก็เป็นรูปแบบที่ผลิตขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานโดยใช้การประยุกต์จากกล้องแบบ Compact กับ SLR นั่นก็คือ SLR-like, Compact swivel, Ultra Compact และ Ultra Compact swivel

Also known as (ชื่อเรียกอื่นๆ)
กล้องบ้างรุ่นนั้นมีการผลิตขึ้นมาแล้วมีการจำหน่ายในประเทศต่างๆ ก็จะมีการใช้ชื่อที่จำหน่ายในประเทศนั้นๆ ไม่เหมือนกัน แต่เป็นกล้องรุ่นเดียวกัน โดยยี่ห้อที่พบปล่อยที่สุดก็คือ Canon กับ Olympus

Camera body (วัสดุของตัวกล้อง)

วัสดุของตัวกล้องนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญที่จะทำให้กล้องนั้นมีความทนทาน แข็งแรง ซึ่งในการเลือกซื้อนั้นต้องสังเกตจากตรงนี้ด้วย โดยในส่วนนี้กล้องส่วนใหญ่จะทำมาจากแมกนิเซียมอัลลอยด์หรือพลาสติกผสมหรือ กึ่งโลหะกึ่งพลาสติกเพื่อให้มีความทนทานและมีน้ำหนักเบา ซึ่งถ้าเป็นโลหะอย่างเดียวก็จะมีน้ำหนักที่มากเกินไป

Resolution (ขนาดของภาพ)

จะเป็นตัวบอกความสามารถของกล้องอีกส่วนหนึ่งแม้ว่าจะไม่ส่วนที่สำคัญมากนักก็ตาม เนื่องจากขนาดของภาพที่ตัวกล้องทำได้ในหลายๆ ขนาดในกล้องแต่ละรุ่นอาจจะไม่เหมือนกัน ซึ่งตรงนี้ผู้ใช้งานอาจจะมองที่ตัวกล้องไม่เห็นต้องอาศัยอ่านจากคู่มือหรือทดลองถ่ายภาพด้วนตนเอง เช่น กล้อง 2 รุ่นมีความละเอียดในการถ่ายภาพที่ 8 ล้านพิกเซลเหมือนกัน แต่ขนาดของภาพที่สามารถเลือกได้จากกล้องไม่เหมือนกัน คือ บางรุ่นอาจจะเลือกได้ที่ 3264 x 2448, 2592 x 1944, 2048 x 1536, 1600 x 1200, 1280 x 960, 1024 x 768, 640 x 480 พิกเซล แต่บางรุ่นอาจจะเลือกได้ที่ 3264 x 2448, 2592 x 1944, 2288 x 1712, 2048 x 1536, 1600 x 1200, 1280 x 960, 1024 x 768, 640 x 480 พิกเซล (แต่ขนาดสูงสุดจะเท่ากัน 3264 x 2448 = 7990272) ซึ่งถ้าผู้ใช้งานที่จะเลือกซื้อต้องการขนาดภาพที่หลากหลายก็ให้เลือกกล้องที่สามารถให้ขนาดภาพได้มากๆ ก็ไม่ผิดอะไร

Effective pixels (ความละเอียดที่ใช้งานจริง)
ความละเอียดที่ใช้งานจริง เป็นความละเอียดของตัวเซ็นเซอร์ที่สามารถในการบันทึกภาพได้ ซึ่งกล้องแต่ละยี่ห้อนั้นก็จะมี Effective pixels (ความละเอียดที่ใช้งานจริง) แตกต่างกัน ยิ่งยี่ห้อใดที่มี Effective pixels มากก็จะทำให้สามารถถ่ายภาพได้ที่ขนาดมาก สำหรับความละเอียดตรงนี้ก็เป็นส่วนที่บอกถึงประสิทธิภาพของกล้องได้ และในการเลือกซื้อก็ควรที่จะดูตรง Effective pixels นี้ โดยกล้องที่มี Effective pixels ต่างกันก็จะมีราคาที่ต่างกันด้วย

ในการเลือกพิจารณาความละเอียดของกล้องมาใช้งานก็ให้ดูลักษณะของการใช้งานเป็นหลัก ถ้าผู้ใช้งานต้องการที่จะถ่ายภาพเพื่อที่จะทำการส่งอีเมลล์ไปให้เพื่อนๆ หรือคนอื่นๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไปดูความละเอียดในระดับ 3 ล้านพิกเซลก็สามารถที่จะถ่ายได้ดี และราคาก็ไม่แพงจนเกินไป ถ้าต้องการนำไปอัดเป็นภาพ 4x6 นิ้ว หรือพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ Photo น่าจะใช้กล้องที่มีความละเอียดในระดับ 5 ล้านพิกเซลดีกว่า ส่วนกล้องในระดับ 8.0 ล้านพิกเซลนั้นก็ใช้สำหรับงานที่ต้องการความละเอียดของงานสูงๆ หรือไม่ก็ใช้กล้องดิจิตอลแบบ SLR ไปเลยก็จะได้ภาพที่สวยงามและมีความหลากหลายของงานที่ดีกว่า แต่กล้องดิจิตอลแบบ SLR นั้นที่ความละเอียดเท่ากับหรือใกล้เคียงกับกล้องแบบคอมแพคจะมีราคาแพงกว่ากันอยู่ประมาณ 2-3 เท่าตัวเลย

Sensor photo detectors (ความละเอียดของเซ็นเซอร์)
เป็นความสามารถของตัวเซ็นเซอร์ของตัวกล้องที่รับภาพได้ โดยความละเอียดนี้จะเป็นความละเอียดที่ผลิตออกมาจากโรงงาน และส่วนใหญ่นั้นก็จะเป็นเป็นความละเอียดที่ติดอยู่ข้างกล่อง เช่น 17.2 ล้านพิกเซล (16.6 ล้านพิกเซล - Effective pixels), 3.3 ล้านพิกเซล (3.2 ล้านพิกเซล - effective pixels) เป็นต้น

Sensor type (ประเภทของเซ็นเซอร์)

เซ็นเซอร์ เป็นส่วนที่มีความสำคัญสำหรับกล้องถ่ายภาพเป็นอย่างมากหรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นหัวใจหลักเลยก็ได้ เนื่องจากเซ็นเซอร์นี้จะเป็นตัวรับภาพและทำการแปลงเป็นสัญญาณดิจิตอลไปประมวลผลเก็บลงสื่อบันทึกข้อมูล โดยเซ็นเซอร์ก็จะเป็นตัวบอกถึงความละเอียดในการถ่ายภาพของตัวกล้องว่าจะสามารถถ่ายภาพได้ที่ความละเอียดเท่าไร สำหรับเซ็นเซอร์ที่นิยมใช้กันก็จะมีอยู่ 2 แบบคือ CCD และ CMOS ซึ่งก็มีข้อแตกต่างกันที่ว่า CCD จะกินไฟมากกว่า CMOS แต่ก็ให้ความละเอียดมากกว่า CMOS ถึงอย่างไรก็ตาม CMOS ก็ได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถสูงขึ้นเรื่อยๆ และมีความละเอียดมากขึ้นแต่ก็ยังมีใช้ในกล้องไม่มากนัก นอกจากของทาง Canon

Sensor size (ขนาดของเซ็นเซอร์)
เป็นขนาดของตัวรับภาพ ซึ่งจะมีการวัดตามแนวของเส้นทแยงมุม เช่น 1/3.2 นิ้ว (4.54 x 3.42 มม.), 1/1.8 นิ้ว (7.18 x 5.32 มม.) เป็นต้น ซึ่งจากตัวอย่างนั้น ขนาดของเซ็นเซอร์ 1/1.8 นิ้ว จะมีขนาดที่ใหญ่กว่า 1/3.2 นิ้ว

Sensor manufacturer (เซ็นเซอร์ที่ใช้งาน)
ส่วนมากแล้ว เซ็นเซอร์ที่ใช้งานของกล้องยี่ห้อไหนก็จะเป็นเซ็นเซอร์ของยี่ห้อนั้นๆ ไปเลย เนื่องจากจะได้มีการรองรับการทำงานที่ดี เช่น กล้องของ Canon ก็ใช้เซ็นเซอร์ของ Canon, กล้องของ Nikon ก็ใช้เซ็นเซอร์ของ Nikon เป็นต้น แต่ก็อาจจะมีบางยี่ห้อที่ใช้เซ็นเซอร์ของยี่ห้ออื่นโดยส่วนมากนั้นก็จะเป็น กล้องแบบ OEM สะส่วนมาก
Logged
nop_man_utd
Hero Member
*****

ความนิยม: +1/-0
Offline Offline

Posts: 1,449


« Reply #1 on: August 23, 2006, 02:36:58 AM »

ISO rating (ความไวแสง)
ความไวแสงเป็นตัววัดประสิทธิภาพของกล้องอีกตัวหนึ่ง โดยในการเลือกซื้อก็ให้เลือกซื้อช่วงของ ISO ที่มีค่าให้ห่างกันพอสมควร เช่น 50 กับ 400 หรือ 100 กับ 800 เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่แล้วกล้องแบบคอมแพคนั้นจะมีค่าไวแสงอยู่ที่ Auto, 50, 100, 200, 400 ส่วนกล้องแบบ SLR นั้นค่าความไวแสงจะสามารถปรับได้ตามความต้องการ เช่น 100 - 1600 ครั้งละ 1/3 stops เป็นต้น ข้อดีของค่า ISO น้อยก็คือ จะทำให้สามารถถ่ายภาพได้คมชัดดีกว่า ISO สูงแต่ถ่ายภาพในที่มืดไม่ค่อยดีนัก ส่วนค่า ISO สูงก็จะมีส่วนดีที่ทำให้สามารถถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อยได้ดีแต่ความคมชัดของ ภาพนั้นจะลดลงไป แต่กล้องในปัจจุบันนั้นก็ได้ทำการพัฒนาระบบที่เรียกว่า Noise Reduction ขึ้นมาเพื่อที่จะแก้ปัญหาในส่วนนี้ แต่ระบบนี้ของกล้องแต่ละตัวก็จะมีการทำงานที่ไม่เหมือนกันแล้วแต่เทคโนโลยี ที่คิดค้นกันขึ้นมา

Auto Focus, Manual Focus (โฟกัสอัตโนมัติ, แมนนวลโฟกัส)

เป็นระบบที่ที่ช่วยให้ผู้ใช้กล้องสามารถถ่ายภาพได้ง่ายขึ้น เนื่องจากตัวกล้องนั้นจะทำการค้นหาตำแหน่งของวัตถุและจับภาพเอง ซึ่งถ้าเป็นระบบโฟกัสอัตโนมัติก็จะเป็นการดีสำหรับผู้ใช้งานกล้องมือใหม่ หรือผู้ใช้งานที่ไม่ต้องการความยุ่งยากในการใช้งาน และโดยส่วนมากแล้วกล้องถ่ายภาพดิจิตอลนั้นก็จะมีระบบ โฟกัสอัตโนมัติอยู่ด้วยแล้วทุกตัว ส่วนระบบแมนนวลโฟกัสนั้นก็จะเหมาะสำรับผู้ใช้งานที่ต้องการปรับการทำงานของ กล้องที่มากกว่าปกติเพื่อให้ได้ภาพออกมาตามความต้องการ โดยระบบแมนนวลโฟกัสนั้นจะไม่มีมากับกล้องทุกรุ่นโดยเฉพาะกล้องราคาถูก ฉะนั้นในการเลือกซื้อก็จะต้องดูตามความเหมาะสมของการใช้งานด้วย

Auto focus type (ประเภทของการโฟกัส)

ส่วนนี้จะเป็นระบบของตัวกล้องที่จะเป็นส่วนช่วยให้การทำงานของโฟกัส ซึ่งเป็นระบบเชิงเทคนิคผู้ใช้งานอาจจะไม่ต้องสนใจมากก็ได้ในส่วนอีก แต่ถ้าคนที่เป็นมืออาชีพจะต้องให้ความสนใจเพราะจะหมายถึงคุณภาพและความแม่น ยำของภาพที่ออกมาด้วย

Focus range (ระยะโฟกัส)

ระยะโฟกัสนั้นส่วนมากแล้วจะมีอยู่ 2 แบบ คือ ระยะการทำงานปกติ (Normal focus range) กับ ระยะมาโคร (Macro focus range) โดยระยะนี้ก็จะขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวเลนส์และระบบการทำงานของกล้อง โดยตรงนี้อาจจะไม่ต้องให้ความสนใจมากนักก็ได้ในส่วนของกล้องแบบคอมแพค แต่สำหรับกล้องแบบ SLR หรือ SLR-Like ก็ให้มามองในส่วนของมาโครแทนเนื่องจากจะทำให้สามารถ่ายภาพในระยะใกล้ๆ ได้ดีมากยิ่งขึ้น เนื่องจากกล้องแบบ SLR ที่มีการถ่ายภาพแบบมาโครก็จะมีภาพแปลกๆ มาให้เห็นอยู่เสมอ

White balance (ไวท์บาลานส์ หรือการปรับแสงขาว)

ไวท์บาลานส์ นั้นเป็นส่วนช่วยให้ความถูกต้องของภาพมีมากยิ่งขึ้น โดยค่าไวท์บาลานส์ของกล้องแต่ล่ะรุ่นนั้นอาจจะให้มาไม่เหมือนกันซึ่งจะต้อง ไปลองที่ร้านเองหรือดูจากคู่มือก็ได้ ซึ่งถ้าไปดูที่ร้านก็ให้ดูจากเมนูของตัวกล้องว่ามีอะไรบ้าง เช่น Auto, Daylight, Incandescent, Fluorescent, Cloudy, Speedlight, Shade หรือ Manual preset อะไรแบบนี้ซึ่งกล้องที่มีค่าของไวท์บาลานส์ให้เลือกมากๆ ก็จะทำให้เกิดประโยชน์ในการถ่ายภาพ ณ สถานที่ต่างๆ มากขึ้น

Aperture range (รูรับแสง)

เป็นช่องของตัวเลนส์ที่สามารถให้แสงผ่านเข้าไปในตัวกล้องได้ โดยค่ายิ่งมากก็จะรูรับแสงก็จะแคบ ในการเลือกซื้อก็ให้เลือกดูกล้องที่มีช่วงของรูรับแสงห่างกันสักหน่อย เช่น F2.4 - F8.0 กับ F3.5 - F8.0 ให้เลือกกล้องที่มี F2.4 - F8.0 จะดีกว่าเพราะให้ค่าของรูรับแสงที่กว้างกว่าคือ F2.4

Shutter Speed (ความเร็วชัตเตอร์)
ความเร็วชัตเตอร์ เป็นความเร็วในการเปิด-ปิดรูรับแสงตามช่วงเวลาที่กำหนด เช่น 15 วินาที - 1/4000 วินาที หมายถึงมีช่วงระยะเวลาในการเปิดม่านชัตเตอร์รับแสงนานสุดที่ 15 วินาที และมีช่วงระยะเวลาในการเปิดม่านชัตเตอร์รับแสงเร็วที่สุดที่ 1/4000 วินาที สำหรับกล้องบางรุ่นจะมีฟังก์ชัน Bulb ซึ่งก็หมายถึงให้ผู้ใช้งานสามารถที่จะกดชัตเตอร์ค้างไว้ตามความต้องการของ ตนเองได้ซึ่งถ้ากล้องมีฟังก์ชันนี้ก็จะเป็นประโยชน์มากสำรับการถ่ายภาพใน เวลากลางคืน โดยส่วนใหญ่แล้วกล้องแบบคอมแพคนั้นจะมีฟังก์ชันนี้บางรุ่นเท่านั้น แต่กล้องแบบ SLR จะมีฟังก์ชันนี้รวมอยู่ด้วย ฉะนั้นในการเลือกซื้อก็ให้ดูช่วงห่างของความเร็วต่ำสุดและสูงสุดให้ห่างกัน มากๆ จะเป็นการดี เช่น เช่น 15 วินาที - 1/4000 วินาที กับ 30 วินาที + Bulb - 1/8000 วินาที ก็ให้เลือกกล้องที่ความเร็วชัตเตอร์ 30 วินาที + Bulb - 1/8000 วินาที ดีกว่า แฟลชที่มาพร้อมตัวกล้อง นั้นส่วนใหญ่แล้วก็จะสามารถช่วยในการถ่ายภาพในทีที่แสงน้อยได้ระดับหนึ่ง แต่อาจจะทำงานได้ไม่ดีนักสำหรับกล้องแบบคอมแพค แต่ถ้าถามว่าถ่ายแล้วใช้งานได้ไหม ก็บอกว่าได้ แต่ความสามารถของแฟลชที่มากับตัวกล้องนั้นจะสู้แฟลชภายนอกไม่ได้ เนื่องจากมีความสามารถในการทำงานที่ดีกว่า ซึ่งกล้องที่ใช้งานแฟลชภายนอกก็จะมีอยู่ 2 แบบ คือกล้องแบบคอมแพคที่เป็นแบบกึ่ง Semi-Pro กับกล้องดิจิตอล SLR แต่ส่วนใหญ่แล้วแฟลชภายนอกจะนิยมใช้งานกับกล้องดิจิตอลแบบ SLR มากกว่าเพราะเมื่อมองลักษณะการใช้งานโดยรวมจะให้ความคุ้มค่าที่มากกว่า ส่วนการดูในส่วนนี้ก็ให้ดูระยะการทำงานของแฟลชว่าอยู่ในช่วงใดให้เลือกช่วง ที่มากๆ ไว้ก่อน

สำหรับแฟลชที่ใช้งานภายนอกนั้นก็จะมีราคาและความสามารถที่แตกต่างกันไปในแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อ และอาจจะไม่สามารถที่จะนำมาใช้งานด้วยกันได้ เช่น แฟลชของ Nikon ก็จะใช้งานกับกล้องของ Nikon เป็นต้น อีกอย่างหนึ่งสำหรับกล้องที่ใช้งานแฟลชภายนอกก็จะมีงบประมาณที่สูงกว่ากล้องแบบคอมแพคอยู่มาก ซึ่งราคาของแฟลชนั้นอาจจะซื้อกล้องแบบคอมแพคได้อีกตัวหนึ่งเลย
Logged
nop_man_utd
Hero Member
*****

ความนิยม: +1/-0
Offline Offline

Posts: 1,449


« Reply #2 on: August 23, 2006, 02:40:38 AM »

Exposure compensation (การปรับชดเชยแสง)
การปรับชดเชยแสง เป็นอีกส่วนหนึ่งในความสามารถของกล้องซึ่งก็มีส่วนที่ช่วยให้การถ่ายภาพ นั้นได้ภาพออกมาดียิ่งขึ้น เนื่องจากสภาพแสงหรือบรรยากาศในการถ่ายภาพขณะนั้นไม่เหมาะสมหรือไม่ได้ดัง ใจผู้ใช้งานก็สามารถที่จะปรับชดแสงได้ โดยส่วนมากแล้วจะมีการปรับค่าในทาง + และ - ซึ่งถ้าปรับไปในทาง + ก็จะทำให้ความสว่างของภาพมากเกินกว่าความจริงหรือที่เรียกกันว่า Over ถ้าปรับไปในทาง - ก็จะทำให้ความสว่างของภาพลดลงกว่าภาพจริงหรือที่เรียกว่า Under โดยส่วนมากแล้วกล้องแบบคอมแพคทั่วไปจะมีการปรับค่าชดแสงอยู่ที่ -2EV ถึง +2EV ครั้งละ 1/3EV แต่สำหรับกล้อง SLR นั้นจะสามารถปรับได้มากกว่าเช่น -3EV ถึง +3EV ครั้งละ 1/3EV หรือ 1/2EV

Metering (การวัดแสง)
การวัดแสง เป็นลักษณะการทำงานของกล้องเพื่อทีจะใช้ในการวัดแสงที่ตกกระทบกับวัตถุ ซึ่งก็จะมีผลกับภาพที่ออกมาด้วย ซึ่งถ้าใครที่ชอบถ่ายในโหมด Auto หรือ อัตโนมัติอาจจะไม่ต้องสนใจเพราะตัวกล้องนั้นจะจัดการให้หมดแล้ว แต่ถ้าต้องการถ่ายภาพแบบแมนนวลก็จะต้องใช้การวัดแสงแบบปรับแสงหรือแมนนวล ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะมีการวัดแสงแบบ Evaluative (แบ่งพื้นที่), Center Weighted (เฉลี่ยหนักกลาง), Spot (เฉพาะจุด)

Continuous Drive (การถ่ายภาพต่อเนื่อง)
การถ่ายภาพต่อเนื่อง อาจจะไม่มีความจำเป็นสำหรับคนที่กดแล้วถ่ายหรือใช้งานในโหมด Auto แต่สำหรับคนที่ต้องการความแปลกใหม่ของภาพอาจจะมีความจำเป็นเพราะจะได้ภาพ เป็น Shot-Shot ไปที่มีความต่อเนื่องของภาพ ซึ่งถ้ามีความจำเป็นที่ต้องการใช้งานก็ให้เลือกที่มีความเร็วในการทำงานที่ สูงๆ หน่อยและสิ่งที่ต้องทราบก็คือ การถ่ายภาพต่อเนื่องนี้จะมีการเก็บภาพที่ถ่ายไว้ที่หน่วยความจำของตัวกล้อง ก่อนจากนั้นก็ทำการบันทึกลงสื่อบันทึกข้อมูลในภายหลังเพื่อความเร็วในการทำ งาน

Movie Clips (การถ่ายภาพวิดีโอ)
การถ่ายภาพวิดีโอ ของกล้องถ่ายภาพดิจิตอลนั้นไม่ค่อยมีความจำเป็นเท่าไรนัก เพราะความสามารถนั้นไม่เท่ากับกล้องถ่ายภาพวิดีโอ แม้ว่าจะสามารถถ่ายภาพได้ช่วยเลาหนึ่งก็ตาม และถ้าจะต้องการความสามารถนี้ในกล้องถ่ายภาพดิจิตอลนั้นก็ให้เลือกกล้องที่สามารถถ่ายภาพได้ขนาดสูงๆ เช่น ขนาด 640x480 พิกเซล และระยะเวลาในการถ่ายก็ควรเลือกแบบไม่จำกัดเวลาเพราะจะได้ไม่ต้องมากดถ่ายบ่อย
Logged
nop_man_utd
Hero Member
*****

ความนิยม: +1/-0
Offline Offline

Posts: 1,449


« Reply #3 on: August 23, 2006, 02:43:25 AM »

Storage types (สื่อบันทึกข้อมูลที่ใช้งาน)
สื่อบันทึกข้อมูลที่ใช้งานเป็นส่วนที่ผู้ใช้งานนั้นต้องให้ความสำคัญสักเล็กน้อย เนื่องจากก่อนที่จะเลือกซื้อกล้องก็ให้หันกลับมามองอุปกรณ์ไอทีของเราที่ใช้อยู่ก่อนว่าใช้สื่อบันทึกข้อมูลชนิดใด และก็ให้ซื้อกล้องที่ใช้สื่อบันทึกข้อมูลที่ตรงกันมาใช้งานจะดีกว่า เพราะจะทำให้เกิดความสะดวกและลดต้นทุนไปได้ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนนี้ก็ไม่ได้กำจัดอยู่แค่ตรงนี้โดยถ้าไปซื้อกล้องแล้วถูกใจตรงกับความต้องการ สื่อบันทึกข้อมูลอาจจะไม่ต้องตรงกับของที่มีใช้อยู่แล้วก็ได้ โดยสื่อบันทึกข้อมูลที่เห็นๆ กันอยู่ก็จะมี Compact Flash (Type I or II), SD card, MMC Card, Smart Media, Memory Stick, xD Picture Card

Viewfinder (ช่องมองภาพ)
ช่องมองภาพเป็นส่วนที่ใช้การมองภาพโดยจะมีลักษณะที่คล้ายๆ กับกล้องฟิล์ม ซึ่งในปัจจุบันนี้กล้องได้มีการพัฒนาความสามารถไปมากโดยช่องมองภาพนี้ก็จะ มีการทำเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ ก็คือ ผู้ใช้งานจะเห็นลักษณะการทำงานเหมือนกับเห็นที่จอ LCD เลยก็จะทำให้ผู้ใช้งานเกิดความสะดวกและช่วยประหยัดพลังงานด้วยเนื่องจากไม่ ต้องเปิดจอ LCD มาดู และก็มักจะเรียกการทำงานแบบนี้ว่า EVF ซึ่งกล้องส่วนมากที่จะมีการทำงานแบบนี้จะเป็นกล้องดิจิตอลแบบ SLR เสียเป็นส่วนมาก แต่กล้องแบบ SLR-Like ก็มีเหมือนกัน


LCD (จอ LCD)
จอ LCD เป็นส่วนที่ทำให้ผู้ใช้งานนั้นมองเห็นภาพที่ต้องการจะถ่ายรวมถึงเมนูหรือคำสั่งต่างๆ ที่ใช้ในการปรับการทำงาน ในการเลือกซื้อบอกได้เลยว่าจอ LCD นี้ต้องไปเห็นไปจับที่ร้านอย่างเดียวเลย เพราะจะทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อเห็นด้วยตาว่าภาพที่เห็นจากจอ LCD นี้ชัดเจนมากน้อยเพียงใด ยิ่งจอ LCD ที่มีขนาดใหญ่และมีความคมชัดมากเท่าไรราคากล้องก็จะสูงตามไปด้วย ซึ่งปกติหน้าจอก็จะอยู่ที่ 1.5 นิ้ว
Logged
nop_man_utd
Hero Member
*****

ความนิยม: +1/-0
Offline Offline

Posts: 1,449


« Reply #4 on: August 23, 2006, 02:44:49 AM »

Battery (แบตเตอรี่ที่ใช้งาน)
แบตเตอรี่ที่ใช้งานกับกล้องถ่ายภาพดิจิตอลนั้นส่วนใหญ่ก็จะมีอยู่ 3 แบบ คือ แบบลิเทียมไอออน, แบบ AA และแบบ AAA ซึ่งแบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออนนั้นจะเป็นแบตเตอรี่แบบเฉพาะสามารถใช้งานได้ เฉพาะรุ่นนั้นเท่านั้นไม่สามารถที่จะใช้งานกับรุ่นอื่นได้และมีราคาที่แพง แต่สามารถใช้งานได้นานกว่า ส่วนแบบ AA และแบบ AAA นั้นก็จะมีราคาที่ถูกกว่า ซึ่งก็ขอแนะนำให้ใช้แบบ Ni-MH จะดีกว่าเพราะสามารถชาร์จไฟได้ถึงแม้ว่าจะมีราคาที่แพงกว่าอัลคาไลน์แต่ก็ มีราคาที่ถูกกว่าแบบลิเทียมไอออนแต่ก็จะมีข้อเสียก็คือ จะทำให้ตัวกล้องนั้นมีน้ำหนักกว่ากล้องที่ใช้แบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออน

Menu (ลักษณะของเมนู)
ในการเลือกใช้กล้องส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญเหมือนกันก็คือเมนูเนื่องจาก เป็นส่วนหลักหรือส่วนพื้นฐานที่จะใช้ในการปรับการทำงานต่างๆ ของตัวกล้องเช่น ความละเอียด, ลักษณะการถ่ายภาพ, โหมดการถ่ายภาพ, แฟลช หรือรูรับแสง และในขณะเดียวกันก็จะเกี่ยวโยงถึงการดูภาพที่ถ่ายไปแล้วด้วย ซึ่งก็ไม่ใช่ว่ากว่าจะถ่ายภาพได้ต้องมีการปรับโน่นปรับนี่ต่างๆ มากมาย ในส่วนของตรงนี้ก็จะต้องไปลองสัมผัสหรือใช้งานที่ร้านดูว่าลักษณะของเมนู ของกล้องแต่ล่ะตัวนั้นเป็นอย่างไร แต่สำหรับเมนูที่มีลักษณะโดดเด่นที่สุดของกล้องก็คือการดูภาพ (playback) ซึ่งจะต้องทำให้ง่ายหรือใช้ขั้นตอนน้อยที่สุดในการทำงานโดยถ้าปุ่มดูภาพใช้ งานยากแล้วปุ่มการทำงานอื่นๆ ก็คงจะไม่ต้องพูดถึงว่าจะเป็นอย่างไร และตัวเมนูนั้นต้องครอบคลุมการทำงานในทุกๆ อย่างตัวกล้องด้วย
Logged
nop_man_utd
Hero Member
*****

ความนิยม: +1/-0
Offline Offline

Posts: 1,449


« Reply #5 on: August 23, 2006, 02:46:52 AM »

ทิปเล็กน้อยก่อนเลือกซื้อ
จะเห็นได้ว่าสเปคของตัวกล้องนั้นมีมากมายก็ขอให้ศึกษารายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะซื้อและดูให้รอบคอบ ซึ่งเมื่อพร้อมที่จะซื้อกล้องกันแล้วก็ขอสรุปทิปเล็กๆ น้อยๆ เพื่อที่จะได้เป็นแนวในการเลือกซื้อดังนี้

    * ความละเอียดตรงตามความต้องการใช้งาน - กล้องระดับ 2 ล้านพิกเซลนั้นอาจจะไม่ใช่กล้องที่หลายๆ คนต้องการแต่มันก็เป็นกล้องที่มีราคาถูก และใช้งานง่าย แต่ถ้าต้องการนำมาพิมพ์ภาพขนาดใหญ่สัก 8x10 นิ้วกล้องระดับ 3 ล้านพิกเซลอาจจะเหมาะสมกว่าหรือกล้องระดับ 4-5 ล้านพิกเซลก็จะให้ภาพที่มีขนาดใหญ่กว่าและเกิดความผิดพลาดน้อยกว่าด้วย

    * มองที่แบตเตอรี่และแท่นชาร์จ - ในส่วนนี้จะเป็นต้นทุนระยะยาวของการใช้งานกล้องถ่ายภาพซึ่งกล้องบางรุ่น ใช้แบบ AA หรือบางรุ่นใช้แบบเฉพาะก็จะมีลักษณะที่แตกต่างกันแต่แนะนำให้หาแบตเตอรี่ ที่สามารถชาร์จได้มาใช้ก็จะเป็นการประหยัดต้นทุนไปได้มากหรืออาจจะมีอย่าง น้อยสัก 2 ชุดก็ได้เพื่อที่จะเวลาหมดชุดหนึ่งชาร์จไว้อีกชุดหนึ่งนำไปใช้งานสลับกันก็ จะได้ไม่เสียเวลา

    * การซูมแบบออฟติคอล - ตัวกล้องน่าจะสามารถทำการซูมแบบออฟติคอลได้อย่างน้อย 2x เพื่อให้การถ่ายภาพนั้นมีความคมชัดมากขึ้นซึ่งโดยมากแล้วกล้องส่วนใหญ่จะ ให้การซูมแบบดิจิตอลมาซึ่งผลของการซูมแบบดิจิตอลนี้ให้คุณภาพของภาพออกมา สู้การซูมแบบออฟติคอลไม่ได้

    * ระบบช่วยโฟกัสในสภาวะแสงน้อย - กล้องถ่ายภาพบางรุ่นจะมีในส่วนนี้เพื่อที่จะทำให้การถ่ายภาพนั้นง่ายขึ้น ดังนั้นระบบนี้จึงมีความสำคัญเมื่อถ่ายภาพในที่ที่มีแสงน้อยหรือในเวลากลาง คืน

    * ดูให้แน่ใจว่าสามารถใช้งานสื่อภายนอกได้ - กล้องบางรุ่นนั้นจะมีหน่วยความจำภายในมาให้แล้ว โดยที่ไม่ต้องใช้งานสื่อบันทึกข้อมูลภายนอกทำให้เกิดความสะดวกอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันอาจจะไม่สามารถใช้สื่อบันทึกข้อมูลภายนอก ซึ่งอาจจะทำให้การถ่ายภาพนั้นถ่ายได้ไม่มากนักหรือจำกัดจำนวนเกินไป ดังนั้นให้ดูก่อนว่ามีช่องต่อสื่อข้อมูลภายนอกหรือไม่และเป็นแบบใดเพื่อที่ จะได้เลือกซื้อให้ถูกตามความต้องการ
   
    * ลองใช้ก่อนซื้อ - ของไม่ได้ดูไม่ได้เห็นไม่ได้จับอย่าซื้อ ถึงแม้ว่าเราจะมีข้อมูลมากแค่ไหนก็ตามแต่ถ้าได้ไปสัมผัสหรือจับของจริงลอง เล่นสักครั้งสองครั้งก็จะเป็นส่วนช่วยให้การตัดสินใจในการเลือกทำได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็สามารถที่ใช้เทียบกับรุ่นอื่นๆ ก็ได้ ซึ่งสิ่งที่น่าจะลองก็มีช่วงเวลาของการถ่ายภาพหลังจากกดชัตเตอร์ไปแล้วใช้ ระยะเวลานานหรือไม่, ทดลองการซูมว่าสามารถทำได้ดีเพียงใดทำได้นุ่มนวลรวดเร็วหรือไม่, การหาจุดโฟกัสของภาพทำได้รวดเร็วแค่ไหน และจอ LCD มีความคมชัดและใช้งานได้ในสถานที่ต่างๆ มากน้อยเพียงใด

    * ดูซอฟต์แวร์ที่ให้มาพร้อมตัวกล้อง - ในส่วนนี้ก็จะเป็นประโยชน์ในการแต่งภาพหรือแก้ไขภาพให้ได้ตามความต้องการ โดยที่ไม่ต้องไปหาซื้อซอฟต์แวร์เพิ่มเติมอย่าง Adobe Photoshop Elements และ Ulead PhotoImpact

    * จอ LCD ถ้าเป็นไปได้ให้เลือกจอที่มีความคมชุดสูงๆ ดูแล้วสบายตา และควรจะมีช่องมองภาพแบบ viewfinder เพื่อที่จะช่วยประหยัดพลังงานของตัวกล้องได้

    * ลักษณะ ของการถ่ายภาพเคลื่อนไหว - ในส่วนนี้ก็ไม่ต้องไปให้ความสำคัญมากนักหรืออาจจะมองเลยผ่านไปก็ได้มีก็ดี ไม่มีก็เฉยๆ เนื่องจากการถ่ายภาพเคลื่อนไหวด้วยกล้องถ่ายภาพภาพนิ่งนั้นค่อนข้างที่จะมี การจำกัดอยู่มากซึ่งถ้าคิดจะถ่ายภาพเคลื่อนไหวในลักษณะของวิดีโอให้ไปซื้อ กล้องแบบวิดีโอจะดีกว่า

    * เลือกสื่อบันทึกข้อมูลที่จะใช้งาน - สื่อบันทึกข้อมูลนี้ก็เปรียบเสมือนฮาร์ดดิสก์ที่บันทึกข้อมูลของเครื่อง คอมพิวเตอร์เนื่องเป็นส่วนที่เก็บข้อมูลภาพต่างๆ ก่อนที่จะโอนเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์หรือสื่ออื่นๆ ซึ่งสื่อบันทึกข้อมูลที่สามารถอ่านเขียนได้เร็วก็จะช่วยประหยัดเวลาในการทำ งานลงไปได้มากเลยทีเดียว

================================================

ข้อมูลจากเว็บไหนไม่รู้  เซฟไว้นานแล้ว เอามาให้อ่านไม่มีที่มาช่างหัวมันเน๊าะ เว็บเพื่อนๆกัน ฮิฮิ
Logged
Pages: [1]
  Print  
 
Jump to:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
Page created in 0.594 seconds with 23 queries.