จากที่เป็นบ้ารถมือสองมาหลายปี บัดนี้พอมีความรู้อยู่บ้างเลยมาเล่าสู่กันฟัง เพราะบางคนคิดว่ารถมือสองมันไม่นิ้งแบบรถป้ายแดง แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมามันฟ้องว่าซื้อรถมือสองตามกำลังทรัพย์นี่ มันเป็นการจับจ่ายที่คุ้มค่าหากเรา "ดูเป็น" นั่นเอง บางคนบอกว่ารถมือสองไม่เหมาะกับคนที่ไม่รู้เรื่องราวของเครื่องยนต์เลย เพื่อความสบายใจไปถอยป้ายแดงดีกว่า แต่อันที่จริงแล้ว รถมือสองไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดหากเราจับรถที่ถูกรุ่น ถูกที่ นั่นเอง
ขั้นตอนการเลือกรถมือสองก็คือ
1. เลือกรถ ต้องเลือกให้เหมาะกับตัวเราก่อน ว่าเราเป็นคนแบบไหน อ่านได้ที่นี่
http://www.one2car.com/Car2Care/read_dtl.aspx?Know_Car_Id=A120420422&Know_Topic_Id=1พอเป็นสังเขปได้พอสมควร จากนั้นเราเลือกยี่ห้อ ขนาดเครื่องยนต์ ปี ที่เราสนใจ โดยต้องไม่ไปเลือกรุ่น ต้องห้าม บางรุ่น เพราะความสวยเช่น SAAB 900s 2.0 ปี 95
http://www.one2car.com/CarInfor/cardetails.aspx?caridx=H23065005&row=2ราคาอยู่ที่ 180,000 บาท ยังไม่ได้ต่อราคาด้วยซ้ำ ไม่น่าเชื่อว่ารถราคา ล้านสาม ตอนนี้เหลือแค่นี้ ไม่ต้องแปลกใจว่าคันนี้ไปเหยียบใครมาหรือเปล่า หรือรถผีสิงอะไรเพราะ ราคาในท้องตลาดก็ราคานี้แหละ เพียงแต่ว่าค่าดูแลรักษา SAAB 900s ที่สามารถเหยียบได้ 250 km/hr อย่างหน้าชื่นตาบานนั้น แลกมาด้วยค่าบำรุงษ์รักษา ไม่ใช่ธรรมดา บางคนใช้แล้วซ่อมไปกว่า สองแสนบาท ที่ศูนย์เพชรบุรี (ซ่อมศูนย์ได้สถานเดียว) รถแบบนี้มือใหม่ก็พึงหลีกเลี่ยง
2. ไปดูรถ อาจจะไปดูที่เตนท์รถ หรือ บ้านคนที่ติดต่อไว้ทางเน็ต วิธีการดูคร่าวๆ ทั่วๆไปคือ
2.1 การทำสีของรถ โดยใช้เล็บเคาะรอบคันเพื่อฟังเสียงรถ โดยหันหลังมือให้ตัวรถ แล้วใช้ปลายนิ้วเคาะโดยให้หลังเล็บสัมผัสกับตัวรถ เคาะรอบคันแล้วฟังเสียง หากเสียงไม่เท่ากัน คือเสียงทุ้มแน่น บริเวณใดแสดงว่าบริเวณนั้นผ่านการทำสีมา ยิ่งทุ้มมากยิ่งทำสีหนามาก เป็นวิธีโบราณที่คนชอบทำมากๆ แต่พอพิสูจน์ได้ระดับหนึ่ง เพราะเจ้าของเดิมอาจซื้อเหล็กมาเปลี่ยนบางชิ้นให้ดูบางเดิมได้ ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรกับการทำสีรถมา หากเป็นรถปีเก่าหน่อย เราอาจจะรู้สึกดีด้วยซ้ำที่ท่านไปทำสีมาให้ก่อนขาย งานนี้ถือว่าไกลหัวใจ
2.2 ทดสอบว่ารถเคยหงายท้อง มาหรือไม่ โดยกางมือออกแล้วใช้ฝ่ามือเคาะบริเวณหลังคารถ เพื่อฟังเสียง หากเสียงไม่สม่ำเสมอ มีเสียงทุ้มแน่น บริเวณใดแสดงว่าบริเวณนั้นผ่านการทำสีมา ยิ่งทุ้มมากยิ่งทำสีหนามาก แต่อย่าเคาะแรงเกรงใจคนขายด้วย วิธีนี้ใช้ไม่ได้กับบางรุ่นเช่น Mitsubishi e-car ซึ่งมีปัญหาหลังคาผุเนื่องจากกาวของการประกอบของโรงงานในไทย เมื่อหลายปีก่อน ทำให้ใครๆ ก็ไปทำสีหลังคามาทั้งนั้น
3. เปิดฝากระโปรงรถ สังเกตุดู
- รูคานหน้า รูนี้มีไว้สำหรับเกี่ยวยกขึ้นตอนประกอบรถยนต์ หากรถคันนี้ ผ่านการชนจากด้านหน้า รูนี้จะไม่กลมเหมือนเดิมแม้จะซ่อมมาแล้ว บางคันก็ทำแนบเนียน อย่างรถไอ้คุณเก๋ ซึ่งไปซดตูดเขามา เลยเปลี่ยนคานหน้าใหม่ทั้งแผลสวยงามจับไม่ได้ แต่มีวิธีการดูคือ รอยอาร์ค ซึ่งเป็นเทคนิคขั้นแอดว้านส์ ว่างๆจะถ่ายรูปมาให้ดู
- น๊อตต่างๆ หากมีการซ่อมแซมมาน๊อตจะถูกหมุนออก จุดที่น๊อต กับตัวถังสัมผัสกัน สีจะต่างกันหรืออาจจะเป็นสีขาวที่เกิดจากการหมุนน๊อต ซึ่งถ้าไม่ใช่รถมือสองราคา 4-5 แสนขึ้นไป ให้มองข้ามจุดนี้ไปได้เลย เพราะว่าเป็นเรื่องปกติของรถมือสองที่บางครั้งอาจขับไปถูกับอะไรมาบ้างแล้วทำสีใหม่
- เส้นนำสายตา ฝั่งซ้ายกับฝั่งขวาที่ขนานกันและจะมีอุปกรณ์ที่เหมือนกันอยู่ให้สังเกตุว่าฝั่งซ้ายกับฝั่งขวาเหมือนกันไหม หากไม่เหมือนแสดงว่าอุปกรณ์ถูกเปลี่ยนมา แต่มีบางรุ่นอย่าง ไครสเลอร์นีออน ที่ถูกออกแบบมาให้กระจกมองหลังด้านซ้ายขวาไม่เหมือนกัน วิธีนี้เป็นวิธีที่เต้นท์รถใช้ บางทีเราเอารถไปเทิร์น เต้นท์ไม่ลองขับ และไม่เคาะรถดูด้วยซ้ำไป
4. ทะเบียนรถที่ติดกับตัวรถ ถ้าเป็นทะเบียนจริงที่ออกจากขนส่งจะมีตัวปั้มนูนกลมๆ ว่า ขส และมีเลขรันนัมเบอร์ อยู่มุมด้านล่างสังเกตุได้ด้วยตาเปล่า อันนี้ก็หมูๆ สังเกตุได้โดยทั่วไป แต่ถ้าเล่นรถโบราณ ทะเบียนจะเป็นตราโล่ห์ ของกองทะเบียน กรมตำรวจเดิม
5. เล่มทะเบียน(สีเขียวๆอ่ะ) เล่มจริง สำคัญมากๆ ตัวเลขที่ปกต้องมีขนาดและช่องไฟเท่ากัน ด้านในบอกรายละเอียดรถว่าทะเบียนไร สีไร ฯลฯ ให้สังเกตุตัวหนังสือ ตัวเลขว่าเหมือนกันไหมเช่น เลข 1 ให้สังเกตุดูที่ฐาน ถ้าของปลอมจะไม่เหมือนกันทุกตัว บางตัวอาจเป็นเลข 1 มีฐาน บางตัวไม่มีฐาน อีกอย่างคือ ให้สังเกตุดูลายเซ็น เจ้าหน้าที่ เช่นกรณีการต่อภาษี แต่ละปีลายเซ็นเจ้าหน้าที่จะต้องไม่เหมือนกัน เพราะไม่มีทางเป็นไปได้ที่ทุกปีจะต่อภาษีกับเจ้าหน้าที่คนเดียวกัน แต่ไม่เสมอไปเพราะรถทะเบียนต่างจังหวัดบางคันก็นายทะเบียนเจ้าเก่า ก็ว่ากันไป เบิ่งดูดีๆ อย่ามัวดูแต่รถ เล่มทะเบียนถ้าเล่มเดิมเจ้าของเก่าทำหายแล้วไปแจ้งทำใหม่ รถที่ไม่ใช้ทะเบียนตั้งต้น ราคาขายต่อตกหลายหมื่น บางคันเป็นแสน
ุ6. ลองขับ ให้ลองขับดู จากช้าๆ ไปเร็ว ไม่ควรเปิดวิทยุเพื่อลองตอนลองขับ เพราะทำให้เราไม่ได้ยินเสียงช่วงล่าง ให้เราลองขับช้าๆก่อน แล้วเลี้ยวเยอะๆ ว่าเครื่องมีอาการรอบต่ำลงรึเปล่า เพราะหากพวงมาลัยพาวเวอร์มีปัญหา เวลาหักเลี้ยวมากๆ แล้วเราไม่เร่งเครื่องมาก ปั้มพาวเวอร์จะดึงรอบลงเยอะมาก
7. ทดสอบเกียร์ ถ้าเป็นเกียร์ออโต้ ให้ค่อยๆออกตัวจากช้าไปเร็ว เข้าเกียร์ D เหยียบคันเร่งแล้วรถออกตัวเลยหรือไม่ ถ้า2-3 วินาที ถึงออกตัวได้ แสดงว่าเกียร์ออโต้หมดอายุแล้ว หลังจากนั้น ให้เราเร่งตัวออกช้าๆ สังเกตุอาการเปลี่ยนเกียร์ออโต้ว่าราบรื่นหรือไม่ ให้นับในใจด้วยว่าตอนนี้ไปถึงเกียร์ไหนแล้ว เคยมีบางคนไปลองรถมือสอบ ขึ้นขับเหยียบพรวดเดียว 140 เลย ทำให้ไใ่สามารถคาดเดาอะไรได้เลยนอกจากความัน แล้วความเสี่ยงเพราะรถที่เตนท์ เราไม่อาจทราบได้ว่า ยางที่ติดรถใหม่เก่าเพียงใด
8. แอร์ ลองจอดอยู่กับที่ เปิดแอร์ โดยให้รถตากแดด ดูว่าแอร์สู้กับอากาศร้อนได้หรือไม่ ถ้าเย็นแบบงั้นๆ ให้เราต่อรองให้่เจ้าของ ซ่อมแอร์ให้ก่อนได้ เพราะรถที่แอร์ไม่เย็นบางคันได้มาแล้วอาจต้องซ่อมภายหลัง 4-5 พันบาท แต่บางคันซื้อมาเย็นๆดี ใช้ไปซักเดือนถึงงอแง แบบนี้ถือว่าถึงคราวเคราะห์
9.ต่อรอง ต่อรองราคา ควรมีการศึกษาไปก่อนว่า รถที่เราไปดู ปกติมีราคากลางในท้องตลาดเท่าใด โดยดูจากเว็บทั่วๆไป แล้วลบลงจากนั้นอีก 1 หมื่น บาท ต่อ 1 แสน เช่น ในเว็บ 200000 บาท แสดงว่า รถบ้านที่ขายกันไม่ควรเกิน 180000
10. จัดไฟแนนซ์เพื่อผ่อน อันนี้เต็นท์จะโทรไปตามพนักงานปล่อยสินเชื่อจาก บริษัทมาให้เรา โดยค่าจัด เต็นท์จะเป็นผู้ออกให้เรา ที่เราต้องจ่ายจะมี"ค่าเลี่ยง" คือบางคันบริษัทกำหนดว่าต้องทำประกันชั้นหนึ่งด้วย แต่ถ้าเราไม่ทำ เราก็จ่ายค่าเลี่ยงให้บริษัทไป ประมาณ 1000-1200 บาท
แฮะๆ ว่ามายืดยาว ใครสนใจรถมือสอง ก็สอบถามมากได้ ไม่ใช่คนขาย ไม่ได้เป็นญาติอะไรกับเต้นท์ คราวก่อนพาเก๋กับป๊ะไปถอยมาเมื่อหลายปีก่อน เจ้าของเต้นท์ทั้งสองเต้น ถามเก๋กับป๊ะว่า
"น้องพาใครมาด้วย....ช่างสีหรอ"
มีรายนึงถามว่า "สองคนนี้ เขาจ้างคุณมาดูรถหรอ"
เพราะเดี๋ยวนี้มีอาชีพรับดูรถด้วยนะครับ ส่วนตัวยังไม่เก่งพอขนาดทำเต้นท์ได้ เพราะว่ารถแต่ละรุ่นมีวิธีดูที่แตกต่าง ที่ดูเป็น พอดูได้บางรุ่นเท่านั้นครับ
ปล. กระทู้ตั้งขึ้นเพื่อไซโค เพื่อนฝูงบางท่านที่มีเงินแล้ว วางแผนแล้ว แต่ยังไม่ใจ อิอิ